รวมบทความ "นานาทัศนะกับรัฐธรรมนูญไทย"

จัดทำโดย ศูนย์ศึกษาวิจัยการเมืองไทย Thai Politics Research Center

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง                      โดย อรุณี สัณฐิติวณิชย์

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว                                 โดย สรัล ราชซ้าย

รัฐธรรมนูญช่องทางสู่รัฐสวัสดิการ หรือแค่คำสวยหรู           โดย ธีระพล เกรียงพันธุ์

พุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ                                     โดย ทิชา ทิมพูล

มิติอื่นๆ ในสิทธิเด็ก                                            โดย กมลวรรณ เริงสำราญ

สภาองค์กรท้องถิ่น : ควรมีหรือไม่                             โดย จิรายุ ชาญเลขา

ส.ว.ไทย...เลือกตั้ง หรือสรรหา?                              โดย นิดาพร นาประดิษฐ์

ภาษี....พวงมาลัยจากแม่ยก                                   โดย จันทร์อนงค์ ไตรทิพย์รุ่งโรจน์

To make matters better or worse?                   by Miss Supansa Surakong

อะไรคือความภูมิใจของพวกเรา?                               โดย ดารินทร์ วิชระอนนท์

Download บทความทั้งหมดที่นี่

สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

โดย อรุณี สัณฐิติวณิชย์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

 สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

                "เราอยากได้รับการศึกษาฟรี จนจบปริญญาตรี เราต้องการสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล และได้ยารักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราต้องการสวัสดิการที่ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่มั่นคง เราต้องการให้รัฐประกันการมีงานทำ" นี่คือเสียงเรียกร้องของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ต้องการให้รัฐจัดสวัสดิการต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของคนไทย

                จากประสบการณ์ของเราที่ผ่านมา ความต้องการของเราข้างต้นอาจได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เราคาดหวังคุณภาพชีวิตที่ดีจากนโยบายของพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่ง แท้จริงแล้ว ตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ถือว่า การจัดสวัสดิการเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่มีผลผูกพันให้รัฐต้องจัดบริการทางสังคม และคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย

                ยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมาเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมของตะวันตก ที่เน้นการเติบโตของ GDP ของลัทธิบริโภค และทำให้คนที่มือยาวกว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมของคนรวย คนจนเห็นชัดมากขึ้น คนที่จนก็จนลงอีก ส่วนคนที่รวยก็รวยขึ้นมหาศาล ทำให้รัฐต้องเพิ่มสวัสดิการที่จำเป็นให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ที่รัฐมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

                เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว นั่นหมายถึงรัฐกำลังบอกเราว่าเราจะได้สวัสดิการอะไรจากรัฐบ้าง มิใช่จากรัฐบาลที่เราเลือก ทั้งนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่เคยบอกว่าสิ่งที่รัฐทำให้เรานั้นเอาเงินที่ไหนมาจัดทำ ดังนั้น เมื่อเราจะได้อะไรจากรัฐ เราก็ควรรู้ว่ารัฐจะเอาเงินจากไหนมาให้เรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นภาษีที่เราจ่ายให้รัฐ

                ทั้งนี้ รายได้ของรัฐส่วนใหญ่ก็มาจากเงินภาษีที่เราทุกคนจ่ายไปเพื่อให้รัฐจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการต่างๆ ที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิต ภาษีมีทั้งภาษีทางตรงที่เก็บในอัตราก้าวหน้า ที่เก็บกับผู้มีรายได้โดยตรง ซึ่งผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผู้ที่ทำงานกินเงินเดือนในองค์กรต่างๆ และภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้บริโภคหน่วยสุดท้าย ซึ่งเราทุกคนต้องเสียแทนผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการ ที่ผู้ขายบวกรวมในราคาสินค้าแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนรวยและคนจนต่างก็เสียภาษีทางอ้อมในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากภาษีทางอ้อมมากว่าภาษีทางตรง ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน มีมากขึ้นจากการจัดโครงสร้างภาษีอย่างไม่เป็นธรรม  

                จากประสบการณ์ของกลุ่มประเทศแถบยุโรป ได้ใช้ระบบภาษีในอัตราก้าวหน้ามาแก้ไขปัญหา การเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งหมายถึง การเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราที่สูงกว่าคนจนมาก การเก็บเงินประกันสังคมสำหรับคนที่มีงานทำ ซึ่งจะหักตามสัดส่วนของรายได้ และเก็บภาษีจากคนจนน้อยหรือไม่เก็บเลย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบภาษี ให้เก็บภาษีจากคนรวยได้มากขึ้น โดยระบบภาษีอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีที่ได้จากการขายหุ้น เป็นต้น

                อนิจจา การออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับภาษี จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทย ที่ล้วนแต่เป็นผู้มีฐานะมั่งคั่ง มีมรดก มีที่ดิน ในครอบครองเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยไม่มี กฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ในอัตราก้าวหน้าเลย ดังนั้น ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าจะเกิดไม่ได้ หากเราทุกคนไม่ช่วยกันเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย เพื่อให้มีเงินมาใช้จัดบริการสาธารณะให้เรา

                เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปของเงินแล้ว เราต้องตัดสินใจว่า เราสามารถกำหนดความต้องการที่จะได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมากน้อยเพียงใด เพราะการกำหนดเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะส่งผลให้โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะเป็นผลบังคับให้ไม่ว่ารัฐจะจัดเก็บรายได้หรือภาษีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะต้องจัดสรรเงินเป็นรายจ่ายประเภทดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้

                ในมุมของประชาชน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือเศรษฐกิจจะเจริญเติบโต ไม่ว่าเราจะมีรายได้มากหรือน้อย เราก็ยังคงได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่ในมุมของรัฐ ในสภาวะเศรษฐกิจเจริญเติบโต รัฐเก็บภาษีได้มาก ก็ไม่มีปัญหา แต่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอย รัฐเก็บภาษีได้น้อย แต่ต้องจ่ายเท่าเดิมหรืออาจจะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดวินัยทางการคลังได้ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอ ทำให้เกิดหนี้สาธารณะที่เป็นภาระของเราทุกคน รวมไปถึงลูกหลานของเราที่จะเกิดมาในอนาคตด้วย

                ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องรู้ว่าการที่เราจะได้สวัสดิการต่างๆ จากรัฐนั้นเราต้องจ่ายเงินเท่าไร เช่น การได้รับการศึกษาจนจบระดับปริญญาตรีต้องใช้เงินภาษีคนละกี่บาท เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และเราต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างที่เราได้มาเกิดขึ้นจากการที่เราพึ่งตนเอง เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ แม้แต่เสรีภาพของเรา   

_________________________________
 

บรรณานุกรม

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล. "รัฐสวัสดิการ อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง". ผู้จัดการรายวัน, 9 ตุลาคม 2549 [http://www.ftawatch.org].

เครือข่ายเยาวชนเสนอการพัฒนาการเมืองไทย. "ชูประชาธิปไตยทางการเมือง และเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ". 26 กุมภาพันธ์ 2550. [http://www.thaingo.org]

โครงการวิถีใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย. 2546. "การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี: องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยกะปิ จังหวัดชลบุรี".

จรัส สุวรรณมาลา. 2546. ระบบงบประมาณและการจัดการแบบมุ่งผลสำเร็จในภาครัฐ: ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ์.

นันทวัฒน์ บรมานันท์. "รัฐสวัสดิการ". 17 กันยายน 2549. [http://www.pub-law.net].

สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและระหว่างประเทศ. "บทวิเคราะห์เรื่อง การดำเนินนโยบายการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย". 27 ตุลาคม 2549.

วรวิทย์ เจริญเลิศ. แนวคิดเกี่ยวกับการประกันสังคม: ประสบการณ์ของรัฐสวัสดิการในยุโรป. วันที่สืบค้น 15 มิถุนายน 2550.

อนุสรณ์ ธรรมใจ. "พลวัตเศรษฐกิจ". กรุงเทพธุรกิจ, 11 สิงหาคม 2549. [http://www.nidambe11.net].

_________________________________

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว

โดย สรัล ราชซ้าย ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว

                การเลือกตั้งกับสังคมไทยมีความผูกพันกันมาอย่างช้านาน ถือเป็นการแสดงออกหรือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ช่วงชีวิตของเราเคยผ่านการเลือกตั้งกันมาแล้วกี่ครั้งบ้าง หากจะนับกันเป็นจำนวนครั้งคงไม่สามารถนับได้ครบถ้วนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในช่วงเรียนหนังสือ เช่น เลือกตั้งหัวหน้าห้อง ประธานนักเรียน ประธานรุ่น ประธานกิจกรรม นายกบริหารองค์การนิสิต ฯลฯ เป็นต้น หรือการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล/จังหวัด เป็นต้น รวมไปถึงการเลือกตั้งในระดับประเทศ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการเลือกตั้งเท่านั้น

                ดังนั้นแม้ว่าบางคน/บางความคิดจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ไกลตัว เป็นเลือกของชนชั้นปกครองหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นที่ควรจะรู้ ส่วนคนธรรมดาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของบ้านเมืองนี้ยังต้องหาเช้ากินค่ำตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงชีพไปวันๆ อาจไม่มีสิทธิหรือไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องการเลือกตั้งเลยก็เป็นได้ ควรจะต้องเปลี่ยนความคิดหรือลองมองในอีกมุมหนึ่งดูบ้างว่าจริงๆแล้วการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องรับรู้และเป็นหน้าที่ร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวดังกล่าวก็จะย้อนกลับมาหาเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเราอาจจะอ้างว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลยสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่การที่เราอยู่ภายใต้สังคมที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่สามารถที่จะพ้นจากความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดตามมาได้

                หากพิจารณากระบวนการ ขั้นตอน และระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในประเทศต่างๆ ในรายละเอียดแล้ว เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้นับเป็นสิบหรือร้อยระบบ แต่หากพิจารณาถึงพื้นฐานแนวความคิดร่วมกันของระบบการเลือกตั้งที่ใช้บังคับอยู่จริง เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งระบบสัดส่วน[1]

การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก

                โดยหลักการแล้วรัฐใดใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก รัฐนั้นจะมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตโดยแต่ละเขตการเลือกตั้งมีขนาดใกล้เคียงกัน  ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง  ได้แก่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตการเลือกตั้งที่ตนลงสมัคร  ในกรณีที่ในเขตการเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน  ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เช่นได้คะแนนเพียงร้อยละสามสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น การเลือกตั้งในระบบนี้ที่เรียกกันว่าการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  มีผลในการสร้างระบบสองพรรคการเมืองขึ้นมา ตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเลือกตั้งในระบบนี้  ได้แก่ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือพรรคแรงงาน (Labour) และพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative)

                นอกจากการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แล้ว ยังมีการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด ในการเลือกตั้งระบบนี้รัฐอาจใช้เทคนิคการเลือกตั้งได้  2  วิธีด้วยกัน  วิธีแรก  รัฐแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตขนาดใกล้เคียงกัน  แต่ละเขตมีผู้แทนได้หนึ่งคน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคะแนนเสียงคนละ  2  คะแนน  คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงแท้  ส่วนคะแนนเสียงที่สองเป็นคะแนนเสียงสำรองซึ่งจะนำมาใช้คำนวณในกรณีที่นับคะแนนเสียงที่หนึ่งแล้ว  ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด  ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด  คือ  เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เราเรียกวิธีการนี้ว่า  "alternative vote system"   วิธีที่สอง  รัฐอาจกำหนดให้มีการเลือกตั้งรอบที่สอง  ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบแรก  การเลือกตั้งในรอบที่สองนี้  รัฐจะกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด  2  ลำดับแรกในการเลือกตั้งรอบแรก  เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบที่สอง  โดยเหตุดังกล่าวการเลือกตั้งในรอบที่สอง  จะนำไปสู่การแบ่งกลุ่มและการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง  2  คนเท่านั้น ในกรณีนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะแข่งขันได้ในรอบที่สองอาจจะหันไปสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบที่สองคนใดคนหนึ่ง และเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้  นอกจากที่กล่าวมานี้  รัฐอาจจะกำหนดให้การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 2 คนก็ได้  เช่น  กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดที่ได้คะแนนเสียงในรอบแรกเกินกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  ย่อมมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง  ในการเลือกตั้งรอบที่สองได้  ในกรณีนี้การเลือกตั้งในรอบที่สอง  ย่อมใช้ระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สองถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง  การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเด็ดขาดได้รับการปฏิบัติโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส

                การเลือกตั้งในระบ