คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

incourt.jpg

เผยแพร่ โดย ศูนย์ศึกษาวิจัยการเมืองไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thai Politics Research Center

เรื่องพิจารณาที่ 19/2549 เรื่องพิจารณาที่ 23/2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้ถูกร้อง เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า อัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ อ่านต่อ

        เรื่องพิจารณาที่ 19/2549 เรื่องพิจารณาที่ 23/2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้ถูกร้อง เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า อัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์
        อัยการสูงสุดยื่นคำร้องรวม 2 คำร้อง ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า และพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่า พรรคการเมืองทั้งสองกระทำการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงแจ้งต่ออัยการสูงสุด พร้อมด้วยหลักฐาน ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง ลงวันที่ 26 มิถุนายนย 2549 ตามลำดับ
        อัยการสูงสุดเห็นสมควรให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้งสองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรค 1

        ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องทั้งสองไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 คดีอยู่ในระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยมาตรา 35 บัญญัติให้บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และให้โอนบรรดาอัตถคดีหรือการใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 มาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549

        คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ให้รวมการพิจารณาคำร้องทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน โดยให้เรียกอัยการสูงสุดผู้ร้องทั้ง 2 คำร้องว่า ผู้ร้อง และให้เรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 คำร้องที่ 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมาย โดยมี น.ส.อิศรา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง มีหนังสือส่งหลักฐานเพื่อให้ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) ประกอบด้วยมาตรา 67 ข้อเท็จจริงปรากฏจากหลักฐานที่ส่งมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2549 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 ร้องเรียนต่อประธานกรรมการเลือกตั้งว่า น.ส.นิภา จันโพธิ์ นางรัชนู ต่างสี และนายสุวิทย์ อบอุ่น ถูกชักจูงให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และรับเงินคนละ 30,000 บาท

        โดยได้รับมอบหมายให้ไปสมัครเลือกตั้งที่จังหวัดตรัง บุคคลทั้ง 3 เกรงว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตามกฎหมาย เพราะไม่มีเจตนาที่จะสัมครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใด จึงปรึกษานายสุเทพ เพื่อหาทางออกที่จะต้องไม่รับโทษตามกฎหมาย นายสุเทพ แนะนำให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งบุคคลทั้ง 3 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2549 นายสุเทพ จึงขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และสืบสวนสอบสวน เพื่อป้องกันการแก้ไขการทุจริตการเลือกตั้งในครั้งนี้ต่อไป
        ต่อมาประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานแล้ว แยกประเด็นการพิจารณาได้ 3 ประเด็น คือ

        1. น.ส.นิภา นางรัชนู นายสุวิทย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 และไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 บุคคลทั้งสามจึงเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 1 วันเท่านั้น ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้งสาม ที่สมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4)
        นอกจากนี้ การที่บุคคลทั้งสาม ยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง คือผู้ถูกร้องที่ 2 แบบ ส.ส.18/ข 2 ที่รับรองว่า บุคคลทั้งสามคือสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 ติดต่อกัน นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน อันเป็นเท็จ เป็นเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชน เสียหาย และเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดบันทึกลงในใบรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบ สส. 18/ข 1 อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267
        2. นายทักษนัย กี่สุ้น เป็นผู้แนะนำให้บุคคลทั้งสามเตรียมหาหลักฐานแล้วให้ตนพาไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และเมื่อบุคคลทั้งสามเดินทางกลับพร้อมกับเอกสารประกอบการสมัครแล้ว นายทักษนัยยังได้พาเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตที่ 1 เขตที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 อีกด้วย การกระทำดังกล่าวเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลทั้งสามไปสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) การกระทำของนายทักษนัย จึงเป็นการสนับสนุนให้บุคคลทั้งสามกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

         3. นางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 จัดทำหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง (ส.ส.18/ ข2) ส่งบุคคลทั้ง 3 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เป็นการดำเนินการแทนผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 19 นางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ เป็นหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสราได้รับรองว่า บุคคลทั้ง 3 เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปรากฏตามคำให้การของบุคคลทั้ง 3 ว่า ตนได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 การทำหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง (ส.ส.18/ข2) ดังกล่าวถึงเป็นเท็จ เนื่องจากบุคคลทั้ง 3 สมัครเป็นสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่ครบ 90 วัน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 33 คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มีความเห็นว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267

        ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายทักษนัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 และเนื่องจากการกระทำของนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จให้แก่บุคคลทั้ง 3 เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้งที่ได้กระทำในฐานะตัวแทนของผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(3) เห็นควรแจ้งต่อผู้ร้องพร้อมด้วยหลักฐานเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 67(พูดไม่ชัด) ต่อไป
        ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าการกระทำของนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ออกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จ เป็นการร่วมกันเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนให้บุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ทั้งที่รู้ว่าเป็นสมาชิกของพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 หรือ 86 และ มาตรา 137 267 การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำอันอาจเป็นการปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ(3)
        จึงส่งหลักฐานพร้อมสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ผู้ร้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 ผู้ร้องพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ประธานกรรมการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งมาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรค เป็นผู้แทนของผู้ถูกร้องที่ 2 ได้อกกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จ จึงเป็นตัวการร่วมกันสนับสนุนให้นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ทั้งที่รู้ว่าบุคคลทั้ง 3 เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน อันเป็นการกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541

        มาตรา 29 ,30 , 31 ,74 , 100 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 , 86 ,137 , 267 ย่อมแสดงว่าผู้ถูกร้องที่ 2 กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และการประทำอันอุกอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยอาศัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2540 มาตรา 107 , 136 , 144 , 145 , 327 ,328 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2 ) และ (3) มาตรา 67 และพระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29 , 30 , 31 , 74 มาตรา 100 ขอให้มีคำสั่งยุบพรรคผูถูกร้องที่ 2 เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 2 โดย น.ส.อิศรา หรือ พรณารินทร์ หัวหน้าพรรค ในฐานะเป็นผู้แทนของผูถูกร้องที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระพราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) มาตรา 67 และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 ข้อ 3 ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาสรุปได้ว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 2 รับสมัครบุคคลเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือตตั้งไม่ครบ 90 วัน ตามที่กำหนดนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามหลักฐานในใบสมัครสมาชิกพรรคว่า

        นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน จ.ตรัง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ได้เขียนใบสมัครสมาชิกพรรคการเมืองด้วยลายมือของตนเองโดยปราศจากการข่มขู่ ชี้นำ ข่มขืนใจ หรือบังคับขู่เข็นแต่อย่างใด โดยขั้นตอนการรับสมัครสมาชิกพรรค เป็นไปตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 คือ เมื่อใบสมัครสมาชิกถึงผู้ร้องที่ 2 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วส่งใบสมัครต่อไปยังผู้มีอำนาจในการนำเสนอขอรับการอนุมัติ เพื่อนำเสนอให้หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ลงนามอนุมัติตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 ข้อ 10 และข้อ 36 (7) กรณีของบุคคลทั้งสาม ได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างครบถ้วน และหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ได้อนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 และเป็นการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทุกประการ มิได้มีการใช้อำนาจนอกเหนือจากที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดแต่อย่างใด ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่า ได้มีการร้องเรียนต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งว่า นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ถูกชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และรับเงินคนละ 30,000 บาท โดยได้รับมอบหมายให้ไปสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ จ.ตรัง ในวันรุ่งขึ้น ต่อมาบุคคลทั้ง 3 เกรงว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตามกฎหมาย เพราะบุคคลทั้ง 3 ไม่มีเจตนาจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้แต่ประการใด จึงได้เดินทางไปปรึกษากับเลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อหาทางออกที่จะไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 จึงแนะนำให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งบุคคลทั้ง 3 ได้แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2549 เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อป้องกันการแก้ไขการทุจริตเลือกตั้งครั้งนี้ต่อไป ต่อมาประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีคำสั่งนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ จ.ตรัง โดยในการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวนั้น ทางคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมิได้แจ้งต่อผู้ถูกร้องที่ 2 ว่า บุคคลทั้ง 3 ได้เขียนใบลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ทั้งๆ ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรู้อยู่แล้วว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 ข้อ 15 ที่ว่า การลาออกจากสมาชิก ให้ยื่นหนังสือลาออกต่อหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือนายทะเบียนพรรค แล้วแต่กรณี และมีผลต่อเมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่พรรคได้ลงเลขรับหนังสือแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าหนังสือลาออกดังกล่าวได้ถูกส่งไปถึงหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เพื่อแสดงเจตนาว่าบุคคลทั้งสามต้องการจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แต่ประการใด ซึ่งไม่ตรงตามที่ผู้ร้องอ้างว่าบุคคลทั้งสามได้แสดงเจตนาลาออกจากสมาชิกพรรค จึงถือได้ว่าหนังสือลาออกของบุคคลทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการลาออกไม่มีผล ทำให้บุคคลทั้งสามยังคงเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 อยู่จนปัจจุบัน

        คณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบตัวบุคคลในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในการนี้ นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง โดยผู้สมัครทั้ง 3 คน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 โดยหากผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามของผู้ถูกร้องที่ 2 ผู้ใดไม่สามารถออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ พรรคจะออกค่าใช้จ่ายให้โดยพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป โดยจะช่วยเหลือได้ไม่เกินคนละ 30,000 บาท ถึง 35,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเหตุจูงใจ หรือสามารถหลอกลวงให้บุคคลเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามที่ผู้สมัครทั้งสามกล่าวอ้างได้ เพราะบุคคลทั้งสามล้วนแต่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีวุฒิภาวะ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นวิญญูชนอันรู้ผิดชอบชั่วดีได้เองว่า การที่ตนเองยอมรับเงินจากพรรคและนำไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว น่าจะแสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลทั้งสามยอมรับแล้วว่า ตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 จึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้ไปสมัครตามสถานที่ที่คณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรังกำหนด
        นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 วินิจฉัยคดีอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จนถึงวันที่มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 104 วรรค 3 และมาตรา 144 มาตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนนเสียง การประกาศผลการเลือกตั้ง และส่งผลถึงการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดต้องเสียไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้การกล่าวหาของผู้ร้อง ที่ได้กล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541

        คำร้องที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้อง และคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง รวม 2 ฉบับ สรุปความได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 จัดตั้งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย ปัจจุบันมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค และมีคณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 49 คน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกรรมการการเลือกตั้งนายทะเบียนพรรคการเมือง มีหนังสือส่งหลักฐาน พร้อมสำนวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มาเพื่อให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 67 โดยเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากหลักฐานที่ส่งมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ประธานกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับพวก ได้มีหนังสือร้องเรียนนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำความผิดพระราชบัญญัติป